█N█ang4jor Review :: Citizen Dog (2004)

พฤศจิกายน 9, 2011 ที่ 12:49 am | เขียนใน ภาพยนตร์, ภาพหนัง, วิจารณ์หนัง, หนังไทย, ใบปิดหนัง, N@ng4jor News | ใส่ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , ,

ผมคงไม่ต้องเกรินนำอะไรมากถึงวิกฤตการณ์น้ำท่วม ที่สงผลต่อทั้งความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศนี้ รวมทั้ง”ประชาชน” ชาวบ้านผู้คนทุกคนในประเทศได้รับผลกระทบจาก “ภัยธรรมชาติ” เช่นนี้ และด้วยความเดือนร้อนใน ณ ขณะนี้เฉกเช่นทุกวันนี้ปัญหาพดผื่น เชื้อรากากเกลือนที่มากับ “น้ำคงทำให้ “คนกรุง” อยากจะกรีดร้องออกมาแทบขาดใจตาย ปัญหาใหญ่ยักษ์ที่คนกรุงไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มีวันได้เห็น ไม่คิดว่าต้องพบเจอกว่า 50 ปีก่อนที่ เมืองกรุงน้ำท่วมเราได้อะไรจากภัยภิบัตครั้งก่อนผ่านมาอีก 50 ปี “เมืองกรุง” ได้พบกับปัญหาเช่นนั้นอีกและสิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับ “พวกเขา” คงเป็นเรื่องขอมวลน้ำที่ไหลทะลักเขามาเหมือนข้าศึกจากตาที่มองไม่เห็น มวลน้ำได้ตีทะลุผ่าน กรุงเก่า” มาล้อม พระนคร นครอันศีวิลัย” แห่งนี้

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อบางที่มันก็เป็นเรื่องจริงขึ้นมา อย่างเช่น “กรุงเทพ” เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลกสถานที่นี้ถูกจัดอันดับให้เป็น World Best City 2 ปีซ้อนจากนิตยสารส่งเสริมการท่องเที่ยวอันดับต้นๆอย่าง Travel And Leisure ได้มอบรางวัลในปี 2551,2553  แต่นั้นอาจเป็นที่ขัดใจกลับ “ตัวผู้อาศัย” ที่เกิดการตั้งคำถามที่ต้องการทราบความเป็นจริงว่า “กรุงเทพ” มันเป็น World Best City ได้จริงๆน่ะหรือ ? หลังจากเคยสัมผัสในฐานะผู้อาศัย

ไม่น่าเชื่อว่าภาพยนตร์รักโรแมนติกแฟนตาซี เรื่องนึงจะวิพากษ์ความสลดสอดกับอารมณ์ขันกัดจิก “คนกรุง” ซึ่งมันถูกนิยามด้วยคำที่เหมาะสมนี้ว่าเป็นความ Magical Realism (สัจจนิยมมหัศจรรย์) สภาพภายในหนังที่แสดงออกมาในเชิงเสียสี กัดจิกคนกรุงแสนเฉียบคมผ่านตัวละคร “ที่แปลกแยก” ที่อยู่ในสังคม “เมืองกรุง” ในหนังเรื่อง Citizen Dog มันตีแผ่ระบบความคิดของคนที่ตกเป็นทาสของวัตถุและโดนค่านิยมกลืนกินความเป็น มนุษย์ลงไปทุกๆนาที สิ่งที่สังคมกำลังก้าวไปพร้อมกับคนในสังคมมันได้กลายเป็น “ขนบ” และนอกจากนั้นมันเหมือนหนังกำลังกัดจิกตั้งข้อสงสัย ในขนบจารีตนั้นอย่างเรื่องของความเป็นคนไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าในเรื่องนี้ก็แอบ มี Political Purpose แฝงอยู่กลางๆและก็วิพากษ์ไปในตัวแตาด้วยอารมณ์แบบหยอกเล่นมากกว่า นอกจากนี้หนังยังเล่นประเด็นความเชื่อในเรื่องเวรกรรม และมักจะเชื่อในโบราณอุบายของคนเก่าคนแก่ เรื่องเล่าต่อๆกันหรือ คติความเชื่อจากพุทธศาสนาหลายๆสิ่งถูกนำมาหยอกล้อคลุกเคล้าจิกกัดกับประเด็น ในเรื่องแต่หนังไม่ได้พูดในเชิงรุนแรง แต่เป็นเหมือนล้อและเล่นอย่างน่ารักและก็คมคายมากกว่า

หนังเป็นเรื่องด้วยวิถีชีวิตคนคนในสังคมที่กำลังขับเคลื่อนเหมือนหุ่นยนต์และบรรยากาศทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสีสัน เหมือนกับลูกกวาดที่ผสมน้ำหวานสีสดใส เหมือนกับเช่นบรรยากาศและโทนของหนังที่ออกมาสีสดใสสว่างตา แต่ก็กลับรู้สึกหม่นๆปนเหงา ในวิถีชีวิตของชีวิตตัวละครเอก ที่เป็นเหมือนหนุ่มสาวมีแรงบันดาลใจ ที่อยากจะเข้ามาทำงานในเมืองกรุง เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันดึงดูดศูนย์กลางของความมีอารยะและศูนย์รวมของสังคม ที่วัดค่าของคนด้วยเงินด้วยวัตถุคนๆนั้น ก็จะกลายเป็นคนมี “หาง” รวมไปถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่สถาปัตยกรรมที่ใหญ่โออ่าและป้ายโฆษณาขยาดมหึมาอีก มากมาย มาพร้อมรสนิยมหรูหราไม่สิ้นสุดที่ตอบสนองความต้องการของ “คนกรุง” ให้ดูมีสถานะและบริบททางสังคมดูเหนือกว่า

ป๊อด เด็กต่างจังหวัดที่ต้องการจะมาหางานทำในเมืองแทนที่จะทำงานในทุ่งนาเหมือน ครอบครัว ในต่างจังหวัดโดยหวังว่าสักวันนึงเขาจะมี “หาง” เหมือนกับ “คนกรุง” แบบเขาบ้าง เมื่อเขาได้มาทำงานในเมืองได้สักพัก เขาก็ได้พบกับกลุ่มคนมากมาย หลากหลายวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน มันทำให้เขาได้เรียนรู้สังคมเมืองหรือจะเรียกว่า เรียนรู้ ความเป็นคนในจากสายตาคนนอก ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร จินหญิงสาวต่างจังหวัดช่างฝัน ที่มีแรงบันดาลใจให้มาทำงานในกรุงเทพถึงแม้ว่าจินในเรื่องจะเป็นคนต่าง จังหวัด แต่ก็ถูกนำเสนอในมุมของคนๆนึงที่ อยากได้อยากมี ทำให้ชีวิตเธอเหมือนจะอยู่บนโลกในอุดมคติ การที่เป็นคนที่พกหนังสือปกข่าวโดยตัวเองก็อ่านไม่ออก และมุ่งมั่นที่จะตามหาคำตอบของบางสิ่งโดยที่ตนก็ไม่หรือว่าคืออะไร หรือมีตัวตนอย่างเช่นเรื่องของมุกน่ารักๆที่บ่งบอกความเป็น จิน ได้อีกมุมคือยึดติดกับละคร เพ้อฝัน ที่อาจจะจงใจล้อเลียนการนิยมการดูละครของคนไทย และละครที่เป็นอรมะของไทยคงหนีเรื่อง บ้านทรายทองไปไม่ได้ ซึ่งนอกจากตัวละครอย่างคุณชาย ก็อาจจะสะท้อนแง่มุมของชนชั้นกับความรักของพลับพลิง สาวคนจนเปรียบเสมือนตัวของจินที่เป็นเหมือนสาวช่างฝันที่เปลี้ยวเหงาในเมือง ใหญ่เช่นเดียวกับตัวละครต่างๆในเรื่องไม่ว่าจะเป็น

ยอด หมวย น้องแหม่ม ธงชัย พี่วินมอไซน์ และอีกหลายๆคนที่เป็นเสมือนคนอีกกลุ่มในมหานครแห่งนี้ ที่มีวิถีชีวิตเหมือนกับคนที่มีหาง เพราะตัวละครเหล่านี้ยิ่งเน้นย้ำถึงพฤติกรรมของคนกรุง ออกมาผ่านเรื่องราวความป่วน ความปวยของตัวละครใน Citizen Dog  หรือไม่เพียงแต่ยายของป๊อดที่เสียไปแต่กลับมาหาในหลายๆรูปแบบ โดยหนังยังเล่นเรื่องความเชื่อ การเวียนว่ายตายเกิด ของคนรักที่จะมาหาในรูปแบบต่างๆ เป็นเหมือนการพูดถึงพื้นเพของคนกรุงเก่า ที่สืบต่อมาถึงคนกรุงในปัจจุบัน อย่างสนุกๆที่ถึงแม้หนังจะพูดถึงเรื่องความรัก แต่ก็ยังมีอะไรอยากด่า อยากกัดคนกรุงแต่สุดท้ายหนังเองก็ยังเลือกที่จะมองสภาพของมันได้อย่างสวยงาม น่าอยู่ทีเดียว

มุมมองต่างๆเหล่านี้ก็อาจจะสะท้อนแง่มุมที่มีต่อ “กรุงเทพ” ผ่านมุมมองของ “ผู้อาศัย”คนนึงอย่างตัวผู้กำกับเอง แต่มันก็สะท้อนความเป็นจริงที่เราๆก็รับรู้กันดีอยู่ ในเรื่องของความเป็นไปในเมืองๆนี้ ถึงแม้เรื่อง น้ำท่วม อาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันตอนนี้มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของคน กรุง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือบางทีสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้มันอาจเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์สวยงามและเป็น ที่ที่น่าอยู่จริงๆ? เหมือนที่ต่างชาติเข้ามองเมืองนี้ในเรื่องที่ว่า ความมีน้ำใจ ของคนในสังคมเมืองนี้หรือป่าว ใครจะไปรู้ !

Advertisements

ให้ความเห็น »

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .
Entries และ ข้อคิดเห็น feeds.

%d bloggers like this: